ไขความจริง “หมองูอินเดีย” เป่าปี่ให้งูเต้น ที่แท้ไม่ได้ใช้เสียงดนตรีควบคุม

ไขความจริง “หมองูอินเดีย” เป่าปี่ให้งูเต้น ที่แท้ไม่ได้ใช้เสียงดนตรีควบคุม

ไขความจริง “หมองูอินเดีย” เป่าปี่ให้งูเต้น ที่แท้ไม่ได้ใช้เสียงดนตรีควบคุม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

งูเต้นตามเสียงปี่จริงหรือ? เฉลยความจริง “หมองูอินเดีย” ที่หลายคนเข้าใจผิดมาตลอด

ภาพของศิลปินข้างถนนชาวอินเดียที่นั่งอยู่ข้างตะกร้าสาน ก่อนเปิดฝาแล้วเป่าเครื่องดนตรีลึกลับ จนงูเห่าค่อยๆ ชูคอและโยกตัวไปมาตามจังหวะ กลายเป็นภาพจำที่หลายคนคุ้นเคยจากทั้งภาพยนตร์และสารคดีท่องเที่ยว

เมื่อเห็นภาพดังกล่าว หลายคนอาจเข้าใจว่าเสียงดนตรีจากเครื่องเป่าเป็นเหมือนมนตร์สะกดที่สามารถควบคุมงู ทำให้งู “เต้น” ตามเสียงเพลงได้ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างจากที่เห็นอย่างมาก เพราะงูไม่ได้กำลังเคลื่อนไหวตามเสียงดนตรี หากแต่กำลังตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่อยู่ตรงหน้า

การแสดงของหมองูจึงเป็นการผสมผสานระหว่างความเข้าใจพฤติกรรมของงู สัญชาตญาณการเอาตัวรอด และทักษะการแสดงที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน

งูไม่ได้ยินเสียงปี่แบบที่มนุษย์ได้ยิน

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ งูกำลังฟังเสียงเพลงจากเครื่องดนตรีที่เรียกว่า “ปุงกี” (Pungi) แล้วโยกตัวไปตามท่วงทำนอง แต่ระบบการได้ยินของงูแตกต่างจากมนุษย์อย่างมาก

งูไม่มีใบหูภายนอก ช่องหู และแก้วหูเหมือนมนุษย์ แม้จะสามารถรับรู้เสียงบางประเภทได้ แต่ไม่ได้ยินเสียงที่เดินทางผ่านอากาศในลักษณะเดียวกับคน งูจึงไม่ได้ตอบสนองต่อท่วงทำนองของปุงกีเหมือนผู้ชมที่ยืนดูการแสดง

สิ่งที่งูรับรู้ได้ดีคือ แรงสั่นสะเทือนและการเคลื่อนไหว โดยสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผ่านร่างกายและโครงสร้างบริเวณขากรรไกรได้ ดังนั้น เสียงดนตรีจึงไม่ได้ทำหน้าที่สะกดหรือทำให้งูเคลิ้ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศและดึงดูดความสนใจของผู้ชมมากกว่า

แล้วทำไมงูถึงชูคอและโยกไปมา?

สิ่งที่ทำให้งูเห่าชูตัวขึ้นไม่ใช่เพราะกำลังเต้น แต่เป็น พฤติกรรมป้องกันตัวเมื่อรู้สึกว่าถูกคุกคาม เมื่อฝาตะกร้าถูกเปิด งูจะเผชิญกับแสงและวัตถุที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า ทำให้มันเข้าสู่ภาวะระมัดระวังและพร้อมรับมือกับภัยที่อาจเกิดขึ้น

งูเห่าจึงยกส่วนหัวและลำตัวขึ้นเพื่อมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ขณะเดียวกันก็พร้อมฉกหากรู้สึกว่าถูกคุกคาม การกางแผ่แม่เบี้ยและชูคอจึงเป็นท่าทางเพื่อการป้องกันตัว ไม่ใช่ท่าเต้นเพื่อความสนุกสนาน

ในระหว่างการแสดง ผู้แสดงจะรักษาระยะห่างและเคลื่อนไหวเครื่องดนตรีไปมาอยู่ตรงหน้าของงู ทำให้งูต้องจับจ้องและติดตามการเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

งูไม่ได้ตามเสียง แต่กำลังจับตาการเคลื่อนไหว

แม้งูจะไม่ได้ฟังเพลงเหมือนมนุษย์ แต่กลับมีความไวต่อ การเคลื่อนไหวของวัตถุและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ผู้แสดงจึงขยับปุงกีไปทางซ้ายและขวาอย่างต่อเนื่อง ทำให้งูหันหัวตามวัตถุที่เคลื่อนที่อยู่ตรงหน้า

เมื่อผู้แสดงขยับเครื่องดนตรี งูก็จะปรับทิศทางศีรษะและลำตัวตามเพื่อเฝ้าระวังสิ่งที่มันมองว่าอาจเป็นภัย การเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนสอดคล้องกับจังหวะเพลงจึงทำให้ผู้ชมเข้าใจว่างูกำลัง “เต้น” ตามเสียงดนตรี

แต่หากมองในมุมพฤติกรรมสัตว์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ งูกำลังเฝ้าติดตามวัตถุที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าและเตรียมพร้อมป้องกันตัวมากกว่า

“ปุงกี” เครื่องดนตรีคู่การแสดงหมองู

ปุงกี (Pungi) เป็นเครื่องเป่าพื้นบ้านของอินเดีย มักทำจากวัสดุอย่างน้ำเต้าแห้งและมีส่วนประกอบสำหรับเป่าเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ รูปทรงและการเคลื่อนไหวของเครื่องดนตรีกลายเป็นส่วนสำคัญของการแสดงหมองู

นอกจากการขยับเครื่องดนตรีแล้ว การแสดงบางรูปแบบยังอาจมีการเคาะหรือเหยียบพื้นเพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือน ซึ่งงูสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวได้ ทำให้มันยิ่งให้ความสนใจกับบริเวณที่เกิดสิ่งเร้า

เมื่อรวมทั้งการเคลื่อนไหวของปุงกี แรงสั่นสะเทือน และพื้นที่จำกัดบริเวณตะกร้า จึงเกิดภาพการแสดงที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนงูกำลังเคลื่อนไหวไปตามเสียงดนตรี

จากการแสดงริมถนน สู่ภาพจำทางวัฒนธรรมของอินเดีย

แม้ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์จะช่วยอธิบายพฤติกรรมของงูได้มากขึ้น แต่การแสดงหมองูก็มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและความเชื่อของอินเดียมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะงูเห่าหรือ “นาคา” ที่มีบทบาทสำคัญในตำนานและความเชื่อของศาสนาฮินดู และมีความเชื่อมโยงกับเทพเจ้าหลายองค์ รวมถึงพระศิวะ

ในอดีต การแสดงลักษณะนี้ยังเป็นอาชีพและแหล่งรายได้ของชุมชนบางกลุ่ม โดยผู้แสดงอาศัยความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของงูควบคู่ไปกับทักษะการแสดง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกฎหมายด้านการคุ้มครองสัตว์ป่าและสวัสดิภาพสัตว์ของอินเดียทำให้การนำสัตว์ป่ามาใช้ในการแสดงถูกจำกัดมากขึ้น เพื่อป้องกันการทารุณกรรมและคุ้มครองสัตว์

สรุปแล้ว “หมองู” ไม่ได้สะกดงูด้วยเสียงเพลง

ภาพงูเห่าชูคอและโยกตัวไปมาขณะหมองูเป่าปุงกี อาจดูราวกับงูกำลังเต้นตามเสียงดนตรี แต่เบื้องหลังการแสดงกลับเป็นเรื่องของ พฤติกรรมการป้องกันตัว การจับจ้องวัตถุที่เคลื่อนไหว และการรับรู้แรงสั่นสะเทือน มากกว่าการถูกเสียงเพลงสะกด

เสียงปุงกีจึงไม่ได้เป็นมนตร์วิเศษที่ควบคุมงู แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการแสดงที่ช่วยสร้างบรรยากาศและดึงดูดความสนใจของผู้ชม ส่วนงูที่ดูเหมือนกำลัง “เต้น” นั้น แท้จริงแล้วกำลังเฝ้าระวังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยตามสัญชาตญาณของมัน

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่า ภาพที่เราเห็นอาจมีเรื่องราวเบื้องหลังแตกต่างจากสิ่งที่เราคิด และเมื่อมองผ่านมุมวิทยาศาสตร์ ความลึกลับของการแสดงหมองูก็มีคำอธิบายที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เรียบเรียงจากข้อมูลต้นฉบับ VTC News

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล